สุขภาพดีกับการออกกำลังกาย


 

สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับว่าปัจจัยที่จะทำให้เราสุขภาพดีนอกจากการรับประทานอาหารที่ถูกส่วนในปริมาณที่พอเหมาะพอดีแล้ว  การออกกำลังกายถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน และในยุคนี้สมัยนี้หากเราไม่พูดถึงเรื่องการออกกำลังกายกับเรื่องราวของสุขภาพก็เห็นทีว่าจะต้องตกเทรนด์แน่ๆ เลยล่ะค่ะ  แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ การออกกำลังกายในยุค 2000 ไม่ได้เป็นเพียงการออกกำลังกายเพื่อตามให้ทันชาวบ้านเค้าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม หรือเรียกว่าเราแค่ทำตามเทรนด์ที่กำลังมาเท่านั้น  แต่การออกกำลังกายในยุคนี้เกิดขึ้นเพื่อความต้องการการมีสุขภาพดี รูปร่างสมส่วน ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายล้วนแต่ไม่อยากพุงพลุ้ย ต้นขาใหญ่ แขนห้อยย้อย และ ณ จุดๆ นี้ เราจะเห็นว่าไม่เพียงแค่ผู้ชายเท่านั้นที่มี Six Pack แต่ผู้หญิงทุกวัยก็เริ่มมี Six pack กล้ามเป็นกล้าม สมกับสโลแกนเกิดเป็นผู้หญิงสมัยนี้ต้อง Strong จริงมั๊ยคะสาวๆ

 

การดูแลตัวเองให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง 80% คือการรับประทานอาหาร 20% ที่เหลือคือการออกกำลังกาย  แน่นอนว่าส่วนที่ใหญ่ ที่ต้องใส่ใจและดูแลคือ ส่วน 80% เพราะตัวเลขเยอะ  แต่ถ้าเราจะดูแลแค่ในส่วน 80 เป็นอย่างดี แต่หากขาดการเอาใจใส่ ใน 20% ที่เหลือยังไงๆ ก็ไม่เต็มร้อยค่ะ สุขภาพอาจจะดีในระดับนึง แต่ไม่ถึงความแข็งแรงสมบูรณ์สูงสุดแน่นอน  ดังนั้นแล้ววันนี้เราจะมาพูดถึงความสำคัญ 20%  ที่จะทำให้เรามีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงสูงสุดกันค่ะ

 

20%  นี้คือการออกกำลังกาย  แน่นอนว่า การออกกำลังกายมรหลายแบบบางคนเน้นว่าต้องเข้ายิม บางคนไม่มีเวลาก็เอาเป็นว่าออกกำลังกายที่บ้านตามเวลาที่สะดวก ถูกต้องแล้วค่ะ “เอาที่สะดวก” คำๆ นี้นับว่าเป็นการใช้กับการออกกำลังกายได้ดีทีเดียว เพราะการออกกำลังกายไม่จำเป็นว่าต้องเข้ายิมเสมอไป และสิ่งนี้ก็ทำให้เรามักจะเอามาเป็นข้ออ้างของการไม่ออกกำลังกายเพราะไม่มีเวลาไปยิม ไปฟิตเนส ซึ่งหากจะพูดถึงหลักการออกกำลังกายที่ถูกต้องอย่างแท้จริงแล้ว ต้องออกกำลังสม่ำเสมออย่างน้อย 30-45 นาที หนักเบาสลับๆ กันไป ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือ

 

1.)   เราควรจัดตารางการออกกำลังกาย ซึ่งมีกี่ประเภทหยิบมาให้ครบค่ะ  เช่น วิ่ง  โยคะ  เวทเทรนนิ่ง (คือการออกกำลังกายโดยใช้น้ำหนักตัวเราเอง)  เป็นต้น หรือหากใครถนัดแบบไหนอีกก็เติมเข้ามาเลยค่ะ เช่น ว่ายน้ำ ปีนเขา อะไรต่างๆ ก็ว่ากันไป  ส่วนการจัดตารางที่ว่านี้คือ เมื่อเราได้รูปแบบกิจกรรมต่างๆ แล้ว เราก็มาลงในแต่ละวันว่า  จันทร์  เราจะวิ่ง (กี่กิโล…ต้องมีเป้าหมายด้วยนะคะ)  อังคาร … โยคะ   พุธ… เวทเทรนนิ่ง  พฤหัสฯ  ศุกร์  เสาร์  อาทิตย์  ก็ว่ากันไป  ซึ่งถ้าออกกำลังกายได้ทุกวันจะเป็นการดีมาก  ณ จุดๆ นี้ หลายคนอาจจะเข้าใจว่าเล่นหนักๆ วันเดียว จัดมันให้ครบทุกรูปแบบ แต่จริงๆ แล้ว นั่นเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ได้ผลแน่นอนค่ะ ถ้าไม่มีเวลาจริงๆ สิ่งที่ควรทำคือสิ่งที่ตรงกันข้าม นั่นก็คือ ออกกำลังกายวันละ 15-20 นาที ทุกวันๆ ยังเป็นการดีซะกว่าออกหนักๆ วันเดียวแล้วหายไปอีกเป็นเดือนนะคะ

 

2.)  จัดเวลา  เรื่องนี้น่าจะเป็นปัญหาระดับชาติของใครหลายๆ คนค่ะ เรื่องของการจัดการตารางเวลา เพราะเมื่อมีเรื่องราวหรืองานหรือกิจกรรมอื่นๆ เข้ามา สิ่งแรกที่เราจะผลักมันออกไปคือ  “การออกกำลังกาย”  เพราะแน่นอนค่ะการออกกำลังกายไม่ใช่เรื่องสำคัญเร่งด่วน ไม่ได้ออกกำลังกายตอนนี้คงไม่เป็นไร ไม่มีอะไรเสียหาย นั่นคือความคิดของเราที่เกิดขึ้นเสมอเมื่อมีสิ่งอื่นที่ดึงเราออกไปค่ะ  แต่ไม่ว่าที่ผ่านมาเราจะเข้าใจว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ณ วันนี้ หากเราต้องการมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์สูงสุดแล้วล่ะก็  สิ่งที่เราต้องจูนกันใหม่คือ  การออกกำลังกายเป็นเรื่อง  “สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน”  หมายถึงการออกกำลังกายก็สำคัญแหละ  แต่ยังไม่เร่งด่วน  เอาไว้ก่อนก็ได้   ไม่ต้องทำตอนนี้ก็ได้  เพราะวันนี้ยังไม่ต้องออกกำลังกายก็ไม่มีใครเป็นอะไร เราเองก็คงไม่ได้ล้มเจ็บลงไปตอนนี้  น้ำไฟก็ไม่ได้โดนตัดจากการที่เราไม่ออกกำลังกาย  เป็นต้น  ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งใดก็ตามที่  “สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน”  ตามกฎหน้าต่าง 4 บานของ โจฮารี (Johari’s Window) ( เป็นทฤษฎีของนักจิตวิทยานะคะ เพื่อนๆ ลองไปศึกษาเพิ่มเติมได้ค่ะ)  สิ่งนั้นมีความสำคัญมาก เพราะมันสำคัญต่ออนาคตของเราค่ะ สุขภาพของเราในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของเราในวันนี้เช่นกัน  ดังนั้นแล้วไม่ว่าเราจะมีภารกิจฟิชโช่แค่ไหน ต้องพยายามจับการออกกำลังกายใส่เข้าไปในชีวิตเราให้ได้ อย่างน้อย 15-20 นาทีทุกวัน ทำมันให้เป็นนิสัยแล้วคุณจะมีเวลาให้การออกกำลังกายค่ะ  แต่ตรงกันข้าม หากเราผลักกรออกกำลังกายออกไปเสมอๆ มันก็จะกลายเป็นนิสัยของเรา จนในที่สุดก็ไม่มีเวลาให้กับการออกกำลังกายอยู่ดี แม้ว่าวันนั้นเราจะไม่มีธุระอะไรเลยก็ตาม

 

เห็นมั๊ยคะว่า 20%  นี้ที่จะช่วยให้เรามีสุขภาพดีมีความสำคัญขนาดไหน เป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะทำยาก  แต่เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้  หากขาดการออกกำลังกายแล้วระบบต่างๆ ของร่างกายจะสมดุลได้อย่างไร ระบบเผาผลาญของเราจะสมดุลได้อย่างไร การที่เราควบคุมอาหารไม่ได้แปลว่าเราอดอาหาร ซึ่งเท่ากับว่าร่างกายเรามีการรับเข้าอยู่ดีค่ะ  และหากไม่เบิร์นออกบ้างร่างกายจะเป็นอย่างไร กล่าวโดยสรุปคือ ทุกอย่างทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย ส่งผลต่อสุขภาพมีผลซึ่งกันและกันนะคะ ลองคิดดูว่ามันจะดีแค่ไหนหากเงินที่เราทำงานหามาด้วยความยากลำบาก ไม่ต้องเอาไปรักษาตัว  ดังนั้นแล้วเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง จัดค่ะ จัดเวลา จัดตารางการออกกำลังกาย ทำจนเป็นนิสัย แล้วสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์สูงสุดจะเป็นของเราค่ะ